เขาง้อไบ๊

ผมไปเดินขึ้นเขา Emei Shan (เขาง้อไบ๊) ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดยขับรถไปเองจากเมืองเฉิงตู แวะทานข้าวและเที่ยวที่ Le Shan ก่อนเดินทางต่อไปยัง Emei Shan รวมระยะทางไปกลับทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตร

ผมได้รับคำเตือนจากเพื่อนชาวจีนว่า ในช่วงฤดูหนาวสภาพภูมิอากาศที่ Emei Shan จะหนาวเย็นและมีความชื้นสูงมาก ผมจึงเตรียมอุปกรณ์ hi-tech ต่าง ๆ ตั้งแต่ GPS, Handheld Weather Station,  ฯลฯ ไปจนถึง walking stick หรือแม้แต่เชือกและ first aid ต่าง ๆ พร้อมเครื่องแต่งตัวแบบปีนภูเขาหิมะสำหรับมืออาชีพสไตล์ฝรั่งครบชุดเพื่อความมั่นใจ

คนจีนหัวเราะ บอกว่า ทุกอย่างที่นั่นใช้เงินซื้อได้ แม้แต่เกี๊ยวหามถ้าขี้เกียจเดิน หากเกิดอุบัติเหตุก็จ้างคนช่วยได้ ถ้าไม่จ้างก็รอทางรัฐบาลมาช่วย ซึ่งมาแน่แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

เดินทางมาได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Le Shan ซึ่งเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก มีอุตสาหกรรมที่สำคัญคือแว่นตาและเลนส์ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเนื้อวัว

แวะทานข้าวกลางวันในร้านอาหารข้างถนนก่อนเข้าเที่ยวชมองค์พระใหญ่ ทั้งร้านไม่มีลูกค้ารายอื่นเลยนอกจากคณะของผม 4 คน อาหารอร่อยแบบง่าย ๆ สไตล์พื้นเมืองเสฉวน แต่วิธีเรียกลูกค้าเข้าร้านของร้านอาหารแถวนี้ดูน่ากลัว คือ เขาจะออกมายืนเกือบ ๆ ขวางถนนเพื่อเชิญ (บังคับ) ให้เราจอดรถหน้าร้าน หลังจากขับรถหลบไปหลบมาได้สักพักก็ถอดใจจึงยอมจอดและเข้าไปใช้บริการ
ผมซื้อตั๋วเข้าไปเยี่ยมชมองค์พระใหญ่แบบเต็มราคาและเต็มใจ แต่เพื่อน ๆ คนจีนที่ไปด้วยกันกลับยื่นบัตรประจำตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคาเตอร์ขายตั๋วเพื่อให้ได้ลดราคา ทั้ง ๆ ที่ทุกคนไม่ได้เป็นนักศึกษาแต่เป็นอาจารย์ ทั้งนี้ด้วยความหน้าเด็กจึงออกบัตรประจำตัวนักศึกษาให้กับตัวเองอย่างหน้าตาเฉยเพื่อเอาไว้ใช้เที่ยวอย่างเดียว

ที่แผงกั้นตรงทางเข้า เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมองหน้ามองบัตรแล้วถามอีกหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็ปล่อยให้เราเข้าไป

  • พระพุทธรูปองค์นี้ใช้เวลาสร้าง 90 ปีในสมัยราชวงศ์ถัง หลังจากกลุ่มตาลีบันทำลายพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันองค์พระใหญ่ Le Shan ซึ่งมีความสูง 71 เมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
  • คนจีนเรียกพระองค์นี้ว่า”เมไตรย์”

  • แม่น้ำเมื่อมองลงมาจากหน้าผา
  • ฐานปืนใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเพื่อป้องก้นการรุกรานของพวกมองโกล มองจากหน้าผาลงไปดูแล้วเหนื่อยแทนทั้งพวกมองโกลและชาวเมือง

บริเวณรอบ ๆ ทางเดินใน Le Shan จะพบสุสานเก่าแก่อายุนับร้อยปี สุสานเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยการเจาะภูเขาหินเข้าไป บรรจุโลงศพหินและรูปสลักหินต่าง ๆ มีนับร้อย ๆ แห่งกระจายอยู่ทั่วหุบเขา บางแห่งก็ปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพื้นบ้านของจีน

นอกจากนี้ก็ยังมีรูปสลักนูปต่ำตามหน้าผา ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปซึ่งมักจะโดนกระเทาะพระเศียรออกไปโดยมิจฉาชีพ ไม่ต่างอะไรจากที่เห็นในเมืองไทย

มีวิหารกระจายอยู่หลายแห่งในหุบเขา Le Shan ส่วนใหญ่เพื่อบูชาพระพุทธศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) และพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) ที่น่าสนใจก็มีวิหารพระอรหันต์ 500 รูป ร่วมกันสร้างโดยพระในวัดเมื่อนานมาแล้ว

มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเห็นเครื่อง GPS ห้อยคอผมอยู่ก็ขอเข้ามาดู พอเห็นว่าเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็ถามผมว่าซื้อมาจากที่ไหน ผมก็ตอบว่าซื้อมาจากอเมริกาแต่ made in China พวกเขาถามผมต่อว่าผมมาจากไหน ผมก็ตอบว่า Thailand พวกเขาก็ทำหน้างง ๆ บอกว่าไม่รู้จัก ผมก็เลยตอบเป็นภาษาจีนว่า ไท้กั๋ว พวกเขาก็หัวเราะยิ้มร่า ถามผมว่าตอนนี้นายกฯ ไทยเป็นยังไงบ้าง ทักษิณอยู่ไหน กะเทยไทยสวยกว่าผู้หญิงจริงหรือปล่า ทำไมคนไทยดุจัง ทะเลาะกันรุนแรง ชอบสีเหลืองหรือสีแดง ฯลฯ เป็นชุด ผมก็ตอบว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกเพราะเอาแต่เร่ร่อนอยู่นอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่เมืองไทยก็น่าเที่ยว ว่าง ๆ ก็ให้ไปกันบ้าง เขาบอกว่าเขาเคยอยากไปมากโดยเฉพาะกรุงเทพกับภูเก็ตแต่ตอนนี้ไม่กล้าไปแล้วเพราะกลัว

หลังจากที่เดินอยู่ทั่วหุบเขา Le Shan ได้สัก 5 ชั่วโมง ก็ออกเดินทางต่อไปยังเชิงเขา Emei Shan โดยใช้เวลา 30 นาที เข้าพักที่โรงแรมของมหาวิทยาลัยคมนาคมแห่งเสฉวน คราวนี้ทุกคนแสดงบัตรอาจารย์ไม่ใช่บัตรนักศึกษาจึงได้พักฟรี รวมทั้งชายไทยอย่างผมซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย ผมจึงได้รับอานิสงฆ์พักฟรีไปกับเขาด้วย โรงแรมเป็นระดับ 3 ดาว มีทุกอย่างที่จำเป็นพร้อม ทั้งเครื่องปรับอากาศ น้ำอุ่น ทีวีและผ้าห่มไฟฟ้า

อุณหภูมิที่เชิงเขา 3 องศาเซลเซียสและฝนตกตลอดเวลา

รุ่งขึ้นรีบขับรถขึ้นเขา Emei Shan ตั้งแต่เช้าตรู่ ไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร เพื่อนคนจีนบอกว่าต้องรีบไปไม่อย่างนั้นที่จอดรถอาจจะเต็มได้ ถนนเป็นน้ำแข็งตลอดทาง พอถึงที่จอดรถก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ก่อนแล้วต่อรถบัสที่ทางการจัดไว้ให้ เพราะช่วงหน้าหนาวนี้อันตราย รัฐบาลไม่อนุญาตให้ขับรถกันขึ้นไปเองมากกว่านี้

รถบัสก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป สักพักก็จอดแล้วเอาโซ่ไปคล้องล้อยางเพื่อกันลื่น นักท่องเที่ยวในรถบัสมีแต่คนจีน ไม่มีชาวต่างชาติสักคนยกเว้นตัวผมเอง ผมหันไปเห็นผู้หญิงข้าง ๆ แต่งตัวแบบแฟชั่นด้วยรองเท้าส้นสูง นึกแล้วงง ๆ ว่าระหว่างเรากับเขาใครแต่งตัวไม่เหมาะกับภารกิจกันแน่ ถึงความสูงประมาณ 1,500 เมตรฝนก็กลายเป็นหิมะ พอถึงความสูงประมาณ 2,300 เมตรรถบัสก็จอดเพื่อให้เดินต่อกันไปเองอีก 1.5 กิโลเมตรจนถึงสถานีรถกระเช้า หากเดินต่อก็ใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง ถ้ากระเช้าก็ 5 นาที

  • เห็นป้ายบอกทางตามทางเดินขึ้นเขาแล้วดีใจเพราะมีภาษาไทยด้วย แต่ตลอดทางก็ไม่เจอคนไทยเลยสัก
  • อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เปิดขวดจะดื่มน้ำ ยังไม่ทันได้ดื่ม น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งไปทันที จมูกก็มีน้ำมูกไหลตลอดเวลาคน
  • ต้นไม้ต้นนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีต้นไม้อีกหลายร้อยต้นที่มีอายุถึงสมัยสุโขทัย

  • สถานีตำรวจที่ระดับความสูง 3,000 เมตร

พอเดินขึ้นมาถึงยอด Golden Submit ที่ความสูง 4,600 เมตรก็ตะลึงในความใหญ่โตของ “ปูเซียง” หรือพระสมัตภัทร ซึ่งเหมือนล่องลอยอยู่ในเมฆหมอกและหิมะ ผมไม่เห็นรัศมีรอบองค์พระหรือทะเลเมฆอย่างที่เขาบอกกันเพราะตอนนี้มีแต่หิมะและน้ำแข็ง แถมผมยังลื่นล้มอีกต่างหาก จึงต้องซื้อที่รองพื้นรองเท้าซึ่งทำจากหญ้าสานราคา 10 หยวน สวมคลุมกับรองเท้า Professional outdoor สำหรับภูเขาหิมะราคา 3,000 หยวน อันเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเมื่อ 2,000 ปีก่อนกับปัจจุบันอย่างน่าขบขันในสายตาคนจีนท้องถิ่น

เพื่อนชาวจีนบอกว่าพระองค์นีสร้างขั้นมาใหม่ไม่นาน ส่วนของเดิมนั้นถูกทำลายลงในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม

  • วิหารบนยอด Golden Submit

ผมบอกเพื่อนชาวจีนว่า ดีนะที่มนุษย์มีเสื้อผ้าใส่เพราะถ้าไม่อย่างนั้นด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ก็คงจะทำให้เราตายได้ในเวลาไม่กี่นาที พูดขาดคำก็มีสาวจีนคนนึงซึ่งเดินอยู่ตรงหน้าพวกเรา อยู่ดี ๆ ก็ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นจนเหลือแค่ชุดบาง ๆ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบยี่สิบองศา แล้วคนที่มาด้วยหลาย ๆ คนก็หยิบเอากล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายกันใหญ่

สอบถามดูก็ได้ความว่าเธอเป็นว่าที่เจ้าสาวกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเร็ว ๆ นี้และจ้าง studio มาถ่ายรูปบนยอดเขาแบบเซ็กส์ซี่ร่วมสมัยท่ามกลางหิมะด้วยค่าจ้าง 10,000 หยวน

ส่วนว่าที่เจ้าบ่าว ถามแล้วบอกว่าไม่ได้มาด้วย ไม่ได้ถามต่อว่าทำไม

ขากลับเดินลงอีก 3 ชั่วโมงท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง แวะพักทานก๋วยเตี๋ยวกับเต้าหู้ในเพิงอาหารข้างทาง แม่ค้าบ่นว่าขายไม่ค่อยดีเพราะนักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินกันเหมือนเมื่อก่อน ส่วนใหญ่จะนั่งกระเช้า

เดินต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ จนถึงท่ารถบัสเพื่อนั่งรถลงเขากลับไปยังลานจอดรถ

เพื่อนชาวจีนบ่นกันว่าไม่เห็นเจอลิงสักตัวระหว่างเดินขึ้นลงเขา เพราะ Emei Shan ขึ้นชื่อเรื่องลิงป่าชุกชุม ผมก็บอกว่า ถ้าผมเป็นลิงก็จะบอกให้มนุษย์แก้ผ้าให้หมด ให้เท่าเทียมกัน แล้วผมก็จะออกมาเล่นด้วยหรืออาจจะแลกอาหารกันท่ามกลางสภาพอากาศอย่างนี้

เราก็เลยตกลงกันว่าจะหาที่พักตรงหน้าทางเข้าศูนย์อนุรักษ์ลิงที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตร เพื่อรุ่งเช้าจะได้เดินเข้าไปดูลิง ที่นั่นต้องได้เจอลิงแน่ ๆ

เพื่อน ๆ ชาวจีนพยายามจะโชว์ลิงให้ผมเห็นให้ได้ ถามผมว่าลิงไทยหน้าตาเป็นยังไง ผมก็บอกว่าอธิบายยากต้องขอเห็นลิงจีนก่อน

ที่พักเป็นโรงแรมดัดแปลงจากบ้านที่พักอาศัย สร้างและบริหารโดยชาวบ้านบริเวณนั้น มีทุกอย่างในห้องครบ ราคาคืนละ 140 หยวน ต่อรองแล้วเหลือ 100 หยวน

หลับสบายด้วยความเหนื่อย

รุ่งเช้าเดินเข้าไปในศูนย์อนุรักษ์ มีกระเช้าให้ขึ้นแต่ก็ไม่ขึ้นอีก เดินย้อนขึ้นเขาไปอีก 3 ชั่วโมงเพื่อตามหาลิง โชคดีที่ไม่มีหิมะ มีแต่ฝนที่ใกล้ ๆ จะเป็นน้ำแข็ง

ระหว่างทางผมลื่นล้มเข้าไปในดินเละ ๆ อีกแล้ว เปื้อนไปทั้งตัว ชาวบ้านตามทางเห็นแล้วคงสงสารก็เลยเข้ามาเดินเป็นเพื่อน ชวนไปดื่มน้ำชาที่บ้าน ไป ๆ มา ๆ ผมก็เลยซื้อชาชั้นดีที่ปลูกในภูเขาโดยชาวบ้านมาด้วย มีขบวนล่อแบกหินขึ้นภูเขา โดนแส้เฆี่ยนตีตลอดเวลาที่หยุดพักหายใจอย่างหอบเหนื่อย มีคนพื้นเมืองแบกของขึ้นหลังจนสูงท่วมหัว ขึ้นเขาสูงท่ามกลางสายฝนเย็นยะเยือก ผมมองดูอย่างตะลึง เพื่อนชาวจีนบอกให้ผมถ่ายรูป ผมไม่ถ่ายเพราะไม่ชอบ human zoo ถ้าซูมจากระยะไกลหรือขออนุญาตเขาก่อนก็จะถ่าย แต่พอเห็นเขาทำท่าหอบเหนื่อยอย่างกับจะขาดใจตายก็ไม่กล้าขอ กล้องใหญ่ก็ไม่ได้เอามาด้วยเพราะแบกขึ้นเขาสูงอย่างนี้คงไม่ดี มันหนัก

เพื่อนคนจีนบอกว่านีเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ ชาวบ้านบอกว่าเด็ก ๆ ต้องเดินขึ้นเขาลงเขาท่ามกลางหิมะ น้ำแข็งหรือฝนไปโรงเรียนทุกวัน รัฐบาลไม่อยากให้ชาวบ้านทำการเกษตรกันอีกยกเว้นการปลูกชา เพราะต้องการรักษาผืนป่าไว้ บางทีก็เอาเงินมาแจกให้ใช้กันเฉย ๆ ก็มี ชาวบ้านก็ชอบ

  • ตามหาลิง
  • ระหว่างทาง ป้ายบอกว่ายาอายุวัฒนะเคยถูกค้นพบที่นี่โดนนักบวชลัทธิเต๋าแล้วก็มีสิงห์โตมาขโมยคาบไป จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เชื่อแต่ชาวบ้านแถวนี้เชื่อ

  • วิหารพระปูเซียง ชาวบ้านบอกว่าองค์นี้เป็นองค์แรกสร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ
  • วิหารพระศรีศากยมุนีโคดม แต่ป้ายบอกว่า “ถ้ำมังกรขาว” เพราะเชื่อกันว่าเคยมีมังกรขาวอาศัยอยู่แถว ๆ นี้

ชาวบ้านมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาต่างจากบ้านเรา คือเป็นแบบมหายาน บอกว่าพระทุกองค์มีหน้าที่ช่วยคน แต่ละองค์ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น พระปูเซียง (สมัตภัทร) มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านหน้าที่การงาน โดยเฉพาะพวกข้าราชการจะกราบไหว้บูชากันมาก พระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) จะช่วยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วย พระมัญชุศรีจะช่วยเรื่องการศึกษา ช่วยให้ร่ำเรียนประสบความสำเร็จ ส่วนพระศรีศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) ไม่มีหน้าที่เฉพาะ รู้แต่ว่าเป็นพระที่มีบารมีมากที่สุดอยู่เหนือพระทุกองค์ แต่ก็อยู่ไกลตัวอธิษฐานแล้วไปไม่ค่อยถึง ซึ่งชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร คนจีนจึงไหว้เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ขอพรกัน

  • พบแล้ว “ลิงกัง”

คนขายของข้างทางเสนอให้ผมซื้อลำไม้ไผ่อันละ 2 หยวน บอกว่า walking stick แบบฝรั่งที่ผมถืออยู่นั้นใช้ไม่ได้ผลกับลิงที่นี่ ผมไม่เชื่อแต่ก็ช่วยซื้อไว้แล้วให้เพื่อนถือแทน

ปรากฏว่าลิงที่นี่ไม่มีมารยาท ความเกรงใจหรือความเกรงกลัวแต่อย่างใด เรียกว่าถ้าเผลอเป็นโดนปล้น ยกเว้นลำไม้ไผ่สีเขียวเท่านั้นที่ลิงกลัว คงเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมลิงได้ใช้ลำไม้ไผ่นั้นในการฝึกลิงมาโดยตลอด

อาหารสำหรับลิงต้องเป็นอาหารจัดทำพิเศษ มีจำหน่ายฉพาะในศูนย์อนุรักษ์ลิงนี้เท่านั้น ทำเป็นซองกระดาษ ยื่นไปให้ลิง ๆ ก็รับไปฉีกซองออกเพื่อทานอาหารข้างใน เจ้าหน้าที่เหล่านี้บอกว่าพวกเขาไม่มีเงินเดือนแต่มีรายได้จากการจำหน่ายอาหารลิงเท่านั้น ลิงพวกนี้ฉลาด พวกมันจะไม่ยอมให้ถ่ายรูปถ้าเราไม่ยื่นอาหารให้มันก่อน

  • ทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา
  • สถานีตำรวจข้างทาง มีป้ายเขียนไว้อีกว่า “Digital communication center” ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
  • รงแรมชาวบ้าน ที่พักราคาถูกตามรายทาง
  • กลับลงมาถึงเชิงเขา หน้าวัดเป๋ากั๋ว

  • วัดเป๋ากั๋ว

พิพิทธภัณฑ์ง้อไบ้ จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ Emei Shan ไว้มากมาย ทั้งในด้านธรณีวิทยา มนุษยวิทยา สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ ฯลฯ รวมไปถึงกังฟูสายง้อไบ๊ ที่เป็นต้นกำเนิดของกีฬาวูซูก็มีจัดแสดงไว้ที่นี่

กลับถึงเฉิงตูตอนสองทุ่ม อากาศอุ่นขึ้นอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส ทาน Hot Pot สไตล์เสฉวนแล้วเข้านอน

มีป้ายเขียนเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับลิง เช่น อย่าร้องเสียงดัง อย่าทำท่าตกใจ อย่าวิ่งหนี อย่าสัมผัสตัวลิง อย่าแหย่ลิง ฯลฯ ผมยกมือทำท่าบ๊ายบายกับลิง ปรากฏว่าลิงแยกเขี้ยวแล้วทำท่าจะกระโดดใส่ผมแทน ไม่เห็นเขาบอกไว้ว่าห้ามบ๊ายบาย

โดย : เก้าตะวัน
ผู้ชายไทย เกิดที่กรุงเทพ เรียนกับฝรั่ง อยู่เมืองจีน
ยังไม่แก่แต่ไม่อ่อนวัยนัก ชอบถ่ายรูป ร้องเพลง
ดำน้ำ ปีนเขา ท่องเที่ยว ทำอาหารและคิดถึงเมืองไทย
http://www.gaotawan.com


One Response to เขาง้อไบ๊

  1. Turk says:

    Ya learn something new evredyay. It’s true I guess!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>